ทำตามสัญญา “ดีเจมะตูม” อมนิ้วเท้าโชว์ ทายผลหน้ากากผิด

ถือว่ามีอิทธิพลต่อหลายๆ คนเลยทีเดียว สำหรับรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง หลังผ่านพ้นรอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนที่ผ่านมา “หน้ากากทุเรียน” คว้าแชมป์คนแรกไปครอง แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนดังในวงการบันเทิงต้องรับผิดชอบกับคำท้าทายที่ตัวเองประกาศเอาไว้ เพราะทายผลลัพธ์ผู้ที่อยู่ใต้หน้ากากผิด

“ดีเจมะตูม เตชินท์” ที่ได้ออกมาประกาศทายว่า “หน้ากากอีกาดำ” นั้นก็คือ “คิง เดอะวอยซ์” ถ้าหากทายผิดเขาจะอมนิ้วหัวแม่โป้งที่เท้าโชว์สดๆ ให้ดูกันเลย แต่ผลปรากฏว่า หน้ากากอีกาดำ นั่นแท้ที่จริงก็คือ “เอ๊ะ จิรากร” ทำให้ดีเจหนุ่มออกอาการตกใจไม่เบา เพราะมั่นใจสุดฤทธิ์กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

ล่าสุด..สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา ดีเจมะตูม ได้ทำการไลฟ์ถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก ออกมายอมรับการทายผลที่ผิดของตัวเอง แม้ว่านิ้วหัวแม่โป้งอีกข้างนึงจะมีอาการเล็กขบอยู่เบาๆ แต่เขาก็ตัดสินใจโชว์อมหัวแม่โป้งเท้าต่อหน้าคนดูนับพันที่กำลังชมอยู่ แบบสัญญาลูกผู้ชาย..พูดคำไหนคำนั้น ยกย่องในความสัตย์จริงๆ ค่ะ

หญิงลี ออกมาอัพเดทสาเหตุอาการหน้าบวม

หลังจากโหมงานอย่างหนัก บวกกับภาวะเครียดและการทานยา ทำให้นักร้องสาวลูกทุ่ง หญิงลี ศรีจุมพล เกิดความผิดปกติหน้าบวมอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเจ้าตัวต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งล่าสุด (23 มี.ค.) หญิงลีได้อัพเดทอาการล่าสุด และทราบแล้วว่าสาเหตุมาจากเพราะเป็นไทรอยด์ด้วยนั่นเอง

“ขอแจ้งข่าวเรื่องสุขภาพหญิงลี ที่ทุกคนถามไถ่สงสัยและห่วงใยค่ะ ผลตรวจเลือดที่ต้องเริ่มรักษา คือ(ความผิดปกติของไทรอยด์) ที่แขนขาชาหน้าบวมกล้ามเนื้ออ่อนแรง ความดันสูงต่อเนื่อง(สมองตื้อๆตึงๆ)บวกความเคลียดที่นอนค่อยไม่หลับ ที่สะสมกันมา หนูจะรีบรักษาตัวค่ะ จะพยายามกลับมาเหมือนเดิมไวๆนะคะ ขอแรงใจด้วยจร้า”

เป็นกำลังใจให้หญิงลีรักษาตัวให้หายเร็วๆ ด้วยนะคะ

แอฟ ควง น้องปีใหม่ เชยชมรับขวัญ “ตฤณ” ลูกชายวิกกี้

เป็นเด็กชายเนื้อหอมจริงๆ “น้องตฤณ ทริสตัน” ลูกชายของวิกกี้-ชาย อายุเพียงแค่ 1 วัน ก็มีผู้คนแวะเวียนมาเยี่ยมหาและรับขวัญอย่างไม่ขาดสาย ล่าสุดก็ยังมีแก๊งเพื่อน แอฟ ทักษอร ที่อุ้ม น้องปีใหม่ มาให้เห็นโฉมน้องชายตัวน้อยด้วย ดูเหมือนน้องปีใหม่ก็เอ็นดูน้องคนนี้อยู่ไม่น้อย

ขณะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็แฮปปี้ สาววิกกี้ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ หลังเข้าผ่าตัดคลอดลูก มีเพื่อนๆ อย่าง อีฟ พุทธิดา และ ลูกหว้า พิจิกา มาคอยให้กำลังใจข้างเตียง คาดว่าอีก 1-2 วันก็สามารถออกจากโรงพยาบาล กลับไปพักฟื้นที่บ้าน และเริ่มภารกิจคุณพ่อคุณแม่อย่างเต็มตัว

หนุ่มจิตหลอนโดดเสาสัญญาณ 30 ม. ร่วงต่อหน้าชาวบ้าน

หนุ่มสติหลุดจิตหลอน ช้ำรักหลังหย่าร้างกับเมีย ย่องปีนขึ้นเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ 30 เมตร ญาติกล่อมก็ไม่ยังลง สรุปดิ่งลงมาเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

(24 มี.ค.) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เกิดเหตุมีหนุ่มวัย 36 ปี มีลักษณะอาการทางประสาทหวาดระแวงว่าจะมีคนตามมาทำร้าย จึงได้ปีนหนีขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เมตร ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพัก ทราบชื่อ นายกอบกุล อายุ 36 ปี ชาวอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร สวมเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินและสวมกางเกงขาสั้นกำลังปีนอยู่บนยอดเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์

ขณะที่ญาติพี่น้องและชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ขอให้ นายกอบกุล ไต่ลงมาข้างล่าง แต่ นายกอบกุล ก็ไม่ยอมลงโดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าจนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายกอบกุล จึงตัดสินใจกระโดดลงมาจากยอดเสา ท่ามกลางสายตาของญาติๆ และชาวบ้านร่างร่วงกระแทกพื้นดินด้านล่างอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ชีพขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแมด จะได้นำร่างของ นายกอบกุล ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

จากการสอบถาม พี่ชายของผู้เสียชีวิต บอกว่า นายกอบกุลเคยมีภรรยามาก่อน แต่ไม่มีบุตรด้วยกันและเมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมาได้เลิกร้างกับภรรยา ผู้เสียชีวิตจึงกลับไปพักอาศัยอยู่กับมารดาและพี่สาวและเริ่มมีอาการทางประสาท โดยหวาดระแวงว่าจะมีคนตามฆ่า ญาติๆ จึงได้พาไปรับยาระงับประสาทที่โรงพยาบาลกุดชุม มากินเป็นประจำ

กระทั่งในวันนี้ผู้เสียชีวิตบ่นปวดศีรษะ พี่สาวจึงจะพาไปรับยา แต่ในขณะที่พี่สาวเผลอ ผู้เสียชีวิตได้ปีนขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้กับบ้านพัก โดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าญาติๆ ช่วยกันเกลี้ยกล่อมขอให้ลงมา แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งกระโดดลงมาเสียชีวิตดังกล่าว

ส่องชีวิตครอบครัวอบอุ่น “สุ่ย พรนภา” อดีตตัวแม่แห่งวงการบันเทิง

หลังจากที่เบนเข็มไปเป็นคุณแม่เต็มตัว ห่างหายหน้าจากหน้าจอทีวีไปเลย สำหรับดาราสาว “สุ่ย พรนภา” อดีตตัวแม่สุดแซ่บแห่งวงการ ให้เวลาเต็มที่กับ “น้องเคนโซ่” ลูกชายสุดที่รัก ตอนนี้อายุได้ 3 ขวบแล้ว พร้อมกับมีความสุขแฮปปี้ดีกับชีวตครอบครัวคู่คุณสามีนักธุรกิจหนุ่ม พร้อมโชว์ภาพหวานๆ อบอุ่นให้แฟนคลับได้เห็น

ล่าสุดดูเหมือนจะได้เห็นคุณแม่ยังสวยคนนี้อีกครั้ง เพราะพอที่จะมีเวลาหวนกลับมารับงานละครอีก หลังจากที่ลูกชายโตพอที่จะเข้าสู่รั้วโรงเรียนแล้ว ได้ยินมาว่า สาวสุ่ย กำลังจะมีละคร “รักหลงโรง” ทางช่อง 3 ที่เพิ่งจะปิดกล้องไปล่าสุด คาดว่าน่าจะได้ชมกันเร็วๆ นี้

ช็อก! พ่อเปิดกล้องวงจรปิดดูลูก เจอพี่เลี้ยงป้อนข้าวยัดจมูกแทบขาดใจ

พ่อชาวจีนช็อกหนัก หลังเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อดูลูกน้อยวัย 1 ขวบกว่า แล้วเจอพี่เลี้ยงตบตีลูก ล็อคหัวบังคับให้กินข้าว จับป้อนข้าวยัดจมูก จนเด็กแทบหายใจไม่ออก ร้องไห้จ้าละหวั่น

วันนี้ (24 มี.ค.) สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า นายจาง พ่อชาวจีนในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ต้องช็อกหนัก หลังเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อดูลูกน้อยวัย 1 ขวบกว่า แล้วเจอพี่เลี้ยงหญิงชาวมณฑลเจียงซีวัย 47 ปี ที่ได้ว่าจ้างเอาไว้ให้ช่วยดูแลลูก ทำร้ายตบตีลูกตัวเอง ร้องไห้ออกมาจ้าละหวั่น ซ้ำยังล็อคหัวจนแหงนเงยไปด้านหลัง เพื่อบังคับให้กินข้าว รวมถึงจับป้อนข้าวยัดใส่รูจมูก จนเด็กแทบหายใจไม่ออก

นายจางเปิดเผยว่า ปกติเขากับภรรยาค่อนข้างยุ่ง บางครั้งบางเวลาก็ไม่ได้อยู่บ้าน หลังช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาจึงได้ว่าจ้างพี่เลี้ยงแซ่คนนี้จากบริษัทพี่เลี้ยงเด็กเล็กๆ แห่งหนึ่ง มาช่วยดูแลลูก แต่ด้วยไม่ค่อยวางใจที่จะปล่อยลูกให้อยู่กับเธอตามลำพัง จึงได้ติดกล้องวงจรปิดไว้ในบ้าน และมักเข้าไปเช็คดูตอนเธอป้อนข้าวให้ลูกบ่อยๆ
กระทั่งช่วงเย็นเวลาประมาณ 18:00 น. ของวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น เขากลับเห็นพฤติกรรมร้ายนี้เข้า จึงได้ทิ้งงานทุกอย่างชวนภรรยาขับรถกลับบ้านทันที

เมื่อถึงบ้านก็ถือคลิปวีดิโอจากกล้องวงจรปิดนั้นไปให้พี่เลี้ยงใจโหดคนนี้ดู ซึ่งเธออ้างว่าอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงตีไปที่เด็กเพียงเบาๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นกลับคล้ายกลัวความผิด รีบเก็บกระเป๋าหลบหนีไป เขาจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัว

เพื่อลูกแม่ทำได้ หญิงชราแบกลูกพิการขี่หลังนานนับ 30 ปี และขอทำต่อไปทั้งชีวิต

หญิงวัย 69 ปี แม้ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ปฏิเสธความช่วยเหลือ ขออุ้มแบกลูกสาวพิการวัย 30 ปี ขึ้นขี่หลังด้วยตัวเอง ไปไหนพาไปด้วยทุกที่ไม่ยอมให้ห่างตั้งแต่ลูกอายุแค่ 3 ขวบ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซนทรัล เผยภาพพร้อมเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยายของแม่ โดยเป็นภาพขณะที่ จูลีตา โลเรนโซ ในวัย 69 ปี ได้แบก มารี เจน ลูกสาวผู้พิการวัย 30 ปี ขึ้นขี่หลังไปรับเงินบำนาญที่ธนาคาร ซึ่งแม้ว่าเธอจะร่างกายไม่แข็งแรงนัก แต่หัวใจสุดแข็งแกร่งขอแบกลูกสาวไว้เอง แม้ว่าใครจะเข้าไปอาสาช่วยเหลือ แต่เธอก็ขอปฏิเสธ โดยบอกว่า ลูกสาวไว้ใจเธอคนเดียว ทำเอาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันซาบซึ้งและประทับใจไปตามกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองโรซัส ประเทศฟิลิปปินส์ โดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายไว้ได้โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Gilbred Cargason Alsagon Jr. พร้อมทั้งระบุข้อมูลว่า จูลีตาและมารีลูกสาว จะพากันมาที่ธนาคารแห่งนี้ทุก ๆ เดือน เพื่อที่จะมารับเงินบำนาญผู้สูงอายุประมาณ 1,400 บาท ซึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจจะดูน้อยนิด แต่สำหรับสองแม่ลูกคู่นี้ เงินจำนวนดังกล่าวช่วยให้พวกเขาได้มีอาหารเลี้ยงชีพ

ทั้งนี้มาเริ่มเป็นอัมพาตตั้งแต่อายุได้แค่ 3 ขวบ เธอไม่สามารถพูดหรือกินอาหารได้เอง ทำให้จูลีตา ผู้เป็นแม่ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด นอกจากนี้ จูลีตายังกลัวว่าหากลูกสาวอยู่นอกสายตา อาจจะถูกกระทำมิดีมิร้ายกรือเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เธอต้องแบกเธอไปไหนมาไหนด้วยทุกที่ มานานตลอดเกือบ 30 ปี

ความยากลำบากของสองแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เนื่องจากจูลีตาและมารีอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ในชนบท การที่ทั้งสองจะเข้ามาในเมืองได้นั้น จูลีตาจะต้องแบกร่างของลูกสาวฝ่าป่าดงต้นไม้ เพื่อออกมาจากบ้านที่ทั้งคู่อาศัยอยู่มานานกว่า 25 ปีด้วยกัน

ภายหลังจากภาพและเรื่องราวของสองแม่ลูกคู่นี้ถูกนำไปโพสต์และเผยแพร่ ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างพากันประทับใจในความรักที่แสนบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูก โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าไปกดถูกใจ-ซึ้งใจมากกว่า 5 หมื่น และแชร์ต่อกันมากกว่า 3.7 หมื่นครั้ง

แอพแรกที่คุณเลือก ช็อก พ่อใจยักษ์ ราดน้ำมัน-จุดไฟเผาลูกสาววัย 3 ขวบ อ้างทำเพราะเธอสวยเกินไป

พ่อใจยักษ์ จับลูกสาววัย 3 ขวบ ราดน้ำมันและจุดไฟเผา ซ้ำยังเตรียมก่อเหตุกับลูกสาวอีกคน อ้างทำเพราะลูกตัวเองนั้นสวยเกินไป

วันที่ 20 มีนาคม 2560 เว็บไซต์เมโทร รายงานข่าวชวนช็อก เมื่อพ่อใจโหดรายหนึ่ง ราดน้ำมันและเผาลูกสาววัยแค่ 3 ขวบ พร้อมยังแก้ตัว อ้างที่ทำเพราะลูกสาวของเขาสวยเกินไป

คดีนี้เกิดขึ้นที่เมืองเพิร์ท ของออสเตรเลีย โดยในวันที่เกิดเหตุ เอ็ดเวิร์ด เฮอร์เบิร์ท วัย 43 ปี มีอาการเมาสุราและกัญชาอย่างหนัก ก่อนพูดจาข่มขู่ภรรยา รวมถึงยังขู่ฆ่าลูกสาวตนเอง ซึ่งต่อมาเขาได้ไปหยิบน้ำมันนำไปราดตัวลูกสาวคนเล็กวัย 3 ขวบ ที่อยู่ในห้อง แล้วลงมือเผา นอกจากนี้ยังราดน้ำมันใส่ลูกสาววัย 7 ขวบ อีกคนด้วย

จากนั้นไม่นาน เพื่อนบ้านของเขาก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ ก่อนจะพบว่า เอ็ดเวิร์ด ยืนดื่มเบียร์อยู่ในห้องครัว และเมื่อสอบถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ พ่อใจโหด กลับตอบมาว่า เด็กเหล่านี้คือลูกของเขา ดังนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ ทั้งยังอ้างหน้าตาเฉยว่า เหตุที่ต้องเผาลูกสาววัย 3 ขวบ เพราะเธอนั้นสวยเกินไป
สำหรับเด็กหญิงที่ถูกไฟเผานั้น พบว่าบริเวณใบหน้าและลำตัวของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล ทำให้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาและศัลยกรรมเลเซอร์ เพื่อรักษาแผลเป็นให้หายกลับมาเป็นปกติ

หลังถูกจับกุม เอ็ดเวิร์ด ก็ถูกตั้งหลายข้อหาหนัก ไม่ว่าจะเป็นเจตนาฆ่า, ขู่ฆ่า และเจตนาใช้อาวุธมีดโดยมีเจตนาทำร้าย ซึ่งภายหลังเจ้าตัวเผยว่า เขาไม่สมควรมีความผิด เพราะตอนนั้นเขาบ้าไปชั่วขณะ ซึ่งคดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนอยู่ในปัจจุบัน

สุดยอด! โก๊ะตี๋ จากน้ำหนักเกือบ 100 กก. ตอนนี้เหลือ 71 แล้ว

ต้องบอกว่าคนเราหากตั้งใจทำจริงอะไรก็ทำได้อย่าง โก๊ะตี๋ อารามบอย ที่เอาจริงเอาจังกับการลดน้ำหนักจนตอนนี้น้ำหนักหลักร้อยเหลือแค่ 71 แล้ว

เพราะมีเป้าหมายชัดเจนคือต้องการลดน้ำหนักฟิตหุ่นเฟิร์มเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ตอนนี้ โก๊ะตี๋ สามารถลดน้ำหนักจากเดิมได้กว่า 30 กิโลกรัมแล้ว โดยหนุ่มคนนี้เคยบอกว่า “เป็นความใฝ่ฝันของตัวเองที่อยากจะลดน้ำหนัก เพราะจากแรงกดดันต่างๆ นานา เวลาที่มีคนเรียกเราว่าไอ้อ้วนมันเจ็บ และเขาก็เก็บมันมานานเป็น 30 ปี จนรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงบ้าง”ซึ่งตอนนี้เขาจึงพยายามออกกำลังกายให้เต็มที่ ทั้งเวทเทรนนิ่ง ควบคู่กับการคาดิโอ โดยไม่ลืมดูแลเรื่องอาหารการกินประกอบไปด้วย โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักลงเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เร่งรีบว่าจะต้องลดเดือนละกี่กิโลกรัม ขอให้ลดลงเรื่อยๆ ก็พอแล้ว

สำหรับตารางออกกำลังกายของหนุ่มโก๊ะตี๋ คือ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ มีแตะบอล 1 วัน

หนุ่มคนไหนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนเกินเริ่มต้นหาแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก โก๊ะตี๋ คืออีกหนึ่งแรงผลักดันชั้นดีเลยครับ

เปิดบ้านนางสาวไทยคนที่ 32 ของประเทศไทย “ป๊อป อารียา” นางงามสายติสต์

สาวงามที่สวยไม่สร่าง แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี “ป๊อป – อารียา สิริโสภา” นางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2537 (คนที่ 32 ของประเทศไทย) ซึ่งเธอเกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

บ้านที่เธออาศัยอยู่ในปัจจุบัน เธอเลือกบ้านหลังนี้เพราะว่าบ้านมีต้นไม้ที่สวยงามและสามารถเจริญเติบโตได้เองโดยที่ไม่ต้องเน้นการดูแล เธอได้ทำการต่อเติมบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คุณแม่ แต่สถานที่แห่งนั้นกลับกลายเป็นสถานที่สอนโยคะของเธอไปโดยปริยาย ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับเธอ เพราะว่าจะได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ และลูกศิษย์ของเธอก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคุณแม่ได้เช่นกัน